วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

เชื้อสายจากอับราฮัมถึงชาติอิสราเอล 2

อับราฮัมสำแดงความเชื่อในเรื่องอื่น (22:20-23:20)

ภาพที่ 1

Abraham and Son Isaac Learning About God
ขณะที่อับราฮัมสร้างครอบครัวให้มั่นคงขึ้นในคานาอัน ครอบครัวของน้องชาย ชื่อนาโฮร์ ได้ขยายตัวในเมโสโปเตเมีย รายชื่อที่บันทึกไว้นี้ก็เพื่อแนะนำเรเบคาห์ ซึ่งจะเป็นภรรยาของอิสอัคต่อไป (20-24)

ส่วนอับราฮัมได้ย้ายจากเบเออร์เชบาไปยังเฮโบรน นางซาราห์สิ้นชีวิตลงที่นั่น (23:1-2) แม้อับราฮัมอยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ แต่ท่านก็ยังอยู่ในฐานะคนต่างด้าว ไม่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแม้แต่ตารางวาเดียว ดังนั้นท่านได้ซื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่ฝังศพภรรยา และยิ่งกว่านั้นเพื่อเป็นมัดจำว่า ต่อไปท่านจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ทั้งหมด (3-18) การถูกฝังศพในคานาอันเป็นเครื่องหมายแสดงว่า สักวันหนึ่งคานาอันจะเป็นบ้านเมืองของพงศ์พันธุ์นี้ (19-20; ดู 25:8-10; 49:29-32; 50:13,25 ฮบ. 11:13,22)

หาภรรยาให้อิสอัค (24:1-67)

เมื่ออับราฮัมชรามากแล้ว อิสอัคต้องรับผิดชอบมากขึ้น เพราะจะรับช่วงเป็นบิดาชนชาติของพระเจ้าต่อไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภรรยาของอิสอัคจะอยู่ในวงญาติพี่น้องของอับราฮัม ไม่ใช่หญิงคนคานาอัน เพราะคนคานาอันอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า อย่างไรก็ตามอับราฮัมไม่อยากให้อิสอัคออกจากคานาอัน เพราะเป็นแผ่นดินที่จะรับเป็นมรดกฉะนั้นอับราฮัมได้ส่งคนรับใช้ที่ไว้ใจได้คนหนึ่งขึ้นไปยังแผ่นดินอารัม ซึ่งญาติพี่น้องของท่านอาศัยอยู่ (24:1-9) คนรับใช้นั้นคงเป็นเอลีเยเซอร์ ( ดู 15:2)

เมื่อคนรับใช้ของอับราฮัมใกล้จะถึงที่หมายปลายทาง เขาขอพระเจ้าทรงนำให้พบหญิงที่พระองค์ทรงเลือกให้อิสอัค (10-14) เมื่อพบแล้วก็ขอบพระคุณพระเจ้า หญิงนั้นชื่อเรเบคาห์ เป็นหลานของน้องชายอับราฮัม (15-27) คนรับใช้ได้สนทนากับบิดาของเรเบคาห์ชื่อเบธูเอล และพี่ชายของเธอชื่อลาบัน บอกเหตุที่เขาเชื่อว่าเรเบคาห์เป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นภรรยาของอิสอัค (28-29) เมื่อครอบครัวของเธอตกลง คนใช้ของอับราฮัมมอบของที่เป็นค่าสินสอดให้และครอบครัวของเธอก็มอบหญิงที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่เรเบคาห์เป็นเด็กให้ไปเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของเธอ (50-61) เรเบคาห์จึงออกจากบ้านของบิดามารดา เดินทางไปคานาอันและแต่งงานกับอิสอัค (62-67)

เชื้อสายของอับราฮัมสายอื่น ๆ (25:1-18)

ก่อนที่จะเล่าเรื่องอิสอัคต่อไป ก็จบเรื่องราวของอับราฮัมลงอย่างสมบูรณ์โดยกล่าวถึงเชื้อสายของท่านโดยสังเขป (เว้นแต่เชื้อสายอิสอัคก่อนที่นางซาราห์ให้กำเนิดอิสอัค อับราฮัมมีภรรยาน้อยสองคนคือนางฮาการ์และนางเคทูราห์ (ดู 1 พศด. 1:28,32) แม้ว่าการมีภรรยาหลายคนเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ แต่ก็ยังผิดต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้มีภรรยาคนเดียว) เชื้อสายอิสอัคสายเดียวที่จะรับคานาอันเป็นมรดกอับราฮัมจึงไม่ยอมให้คนในสายอื่น ๆ อยู่ในคานาอันต่อไป จึงเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคไว้ให้ภรรยาน้อยและลูกหลานของนาง แล้วก็ส่งออกไปให้ดำเนินชีวิตใหม่ที่อื่น ลูกหลานเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นตระกูลเผ่าอาหรับบางเผ่า (25:1-6)

เมื่ออับราฮัมสิ้นชีวิตลง งานศพเป็นโอกาสที่อิชมาเอลกับอิสอัคกลับคืนดีกันชั่วคราว (7-11) อิชมาเอลกับเชื้อสายของเขาส่วนใหญ่อยู่ในดินแดนนอกเขตคานาอัน พระสัญญาที่ให้ไว้กับอิชมาเอลก่อนแล้วว่าจะมีพงศ์พันธุ์ใหญ่ก็ได้เกิดเป็นจริงขึ้นโดยมีเผ่าอาหรับอีกหลายเผ่าเกิดจากเชื้อสายของเขา (12-18; ดู 16:10-12; 17:20)

25:19-28:9 อิสอัครับมรดกและส่งต่อไป

บุตรสองคนของอิสอัค (25:19-34)

อิสอัคและนางเรเบคาห์ คอยเป็นเวลากว่ายี่สิบปีจึงจะมีบุตร พอนางคลอดบุตรออกมาเป็นฝาแฝด ก่อนที่นางจะคลอดบุตรทั้งสองนี้เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่ก่อนแล้วว่า คนน้องจะต้องเป็นใหญ่กว่าพี่ (19-26) อย่างไรก็ตามการที่พี่ (เอซาว) ขายสิทธิ์บุตรหัวปีให้น้อง (ยาโคบ) ก็เพราะต้องการผลประโยชน์เล็กน้อยและชั่วคราว แสดงถึงนิสัยอันรวนเรเหลวไหลของเขา (ฮบ. 12:16-17) ส่วนน้องยาโคบก็ถือโอกาสทำอย่างไม่บริสุทธิ์ด้วย เขาได้เปรียบพี่แล้วยังไม่พอใจ ยังไปหลอกลวงบิดาด้วย เพื่อมิให้พี่มีทางที่จะช่วงชิงมรดกคนหัวปีกลับคืนไปได้ (27-34)

สิทธิ์บุตรหัวปีในสมัยนั้นทำให้เขาได้รับมรดกมากกว่าพวกน้อง ๆ สองเท่า และเป็นผู้นำครอบครัวต่อไป การรับมรดกจากอิสอัคมีความสำคัญยิ่ง เพราะคนที่รับสิทธิ์บุตรหัวปีจะรับสืบทอดพันธสัญญาจากอับราฮัมให้เป็นต้นตระกูลพลไพร่ของพระเจ้า อีกทั้งจะรับแผ่นดินคานาอันเป็นมรดก
ภาพที่ 2
Isaac and His Wells
อิสอัคกับอาบีเมเลค (26:1-33)

เมื่อมีฝนฟ้าแห้งแล้งขึ้นในคานาอัน อิสอัคไม่ยอมละทิ้งความเชื่อในพระเจ้า ท่านไม่หนีออกไปแสวงหาแหล่งน้ำที่อื่น แต่เชื่อว่าพระองค์จะทรงพิทักษ์รักษาท่านไว้ แต่ท่านก็ยังหลงผิดไปเรื่องหนึ่ง คือได้พูดปดกับอาบีเมเลคว่า นางเรเบคาห์เป็นน้องสาว เหมือนที่อับราฮัมเคยทำมาแล้ว (26:1-11; ดู 12:10-20; 20:1-18)

อิสอัคทำนาและเลี้ยงสัตว์ในเขตฟีลิสเตีย เขตหนึ่งของคานาอันพระเจ้าทรงอวยพระพรท่านมากมายตามที่ทรงสัญญาไว้แล้ว (12-13; ดูข้อ 3) คนงานของอาบีเมเลคเห็นอิสอัคมีความเจริญรุ่งเรืองก็อิจฉาและเคี่ยวเข็ญโดยถมบ่อน้ำเก่า และแย่งบ่อใหม่ที่คนงานของอิสอัคได้ขุดไว้ (14-22) อิสอัคถูกกดดันให้ค่อย ๆ ถอยออกจากทุ่งนาที่ดี ในที่สุดก็ต้องออกจากเขตแดนฟีลิสเตีย จึงกลับมาอยู่เบเออร์เชบา ที่นั่นพระเจ้าได้ทรงประทานกำลังใจให้ พระองค์ทรงอยู่กับท่านเหมือนที่เคยอยู่กับอับราฮัม ท่านจึงต้องอดทนต่อไป (23-25)

เมื่ออาบีเมเลคทราบเรื่องการกระทำของคนฟีลิสเตีย ก็ตกใจกลัวคิดว่าพระเจ้าของอิสอัคอาจจะแก้แค้น ท่านจึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายปรองดองทำสัญญาไมตรีต่อกัน เหมือนที่มีการทำพันธสัญญามาแล้วเมื่อสมัยอับราฮัม แม้ว่าอิสอัคจะมีทางสู้ได้ แต่ท่านใจเย็น อดทนไว้ยอมให้อภัยเพื่อรักษาความเป็นมิตรไว้ (26-31; ดู 21:22-24) วันนั้นเองคนของอิสอัคพบน้ำ เข้าใจว่าได้ขุดบ่อใหม่ตรงที่อับราฮัมเคยขุดมาแล้ว (32-33; ดู 21:25-34)

คำว่าอาบีเมเลคไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็นพระนามกษัตริย์ชาวฟีลิสเตียทุกคน เปรียบเหมือนคำว่าฟาโรห์ในภาษาอียิปต์ อาบีเมเลค ในเรื่องนี้คนละคนกับอาบีเมเลคในเรื่องเกี่ยวกับอับราฮัม (ดู 21:22-34) ส่วนคำว่าฟีโคล์ ก็ไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็นคำภาษาฟีลิสเตียหมายถึงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร (ดู 21:32; 26:26)

หน้า 41-44 คู่มืออธิบายพระคัมภีร์ เล่ม 1 ปฐมกาล - เฉลยธรรมบัญญัติ. ชื่อผู้แต่ง : ดอน เฟล็มมิ่ง

เชื้อสายจากอับราฮัมถึงชาติอิสราเอล


Abraham-Family-Tree

                                                                     
                                                                      "Don Fleming is a well known Christian writer"
Gae and Don Fleming

update 30-09-2555 0:25

..wannaprasart blog
ข้อความ